Website Banner
 

โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล 4 ก.ย.- “อนุทิน” ระบุภัยโรคอ้วนคุมคามคนไทย มีคนอ้วน หุ่นถังแก๊สจากพฤติกรรมกิน ๆ นอน ๆ ขี้เกียจออกกำลังกาย ล่าสุดพบคนไทยน้ำหนักเกินเข้าข่ายอ้วนเกือบ 10 ล้านคน ผู้ที่อ้วนแล้วเสี่ยงเกิดอีกหลายโรคตามมา เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต โรคข้อเสื่อม แนะปรับพฤติกรรมควบคุมการบริโภคอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เผยประสบการณ์ควบคุมอาหาร 3 เดือน น้ำหนักลด 10 กิโลกรัม ส่งผลสุขภาพแข็งแรง สดชื่น มีสมาธิ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการ “ลดทั้ง 100 เพื่อสุขภาพ กับโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล” เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรค และได้ให้สัมภาษณ์ว่าปัจจุบันพบว่าคนไทยกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวเกินพิกัดหรืออ้วน แนวโน้มเป็นเหมือนกันทั่วโลก ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องออกมาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกรณรงค์ออกกำลังกาย ลดอาหารที่เป็นต้นเหตุอ้วน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารขยะ เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม อาหารที่มีรสหวาน

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตนเองเจ็บป่วยเนื่องจากผลของภาวะอ้วน ผลตรวจร่างกายพบความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด กรดยูริกสูง จึงหักดิบลดน้ำหนักกินแต่ผักกับปลา ร่วมกับการออกกำลังกาย เลิกกินข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง สเต็ก ราดหน้า ผลปรากฎว่าลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม ผลการตรวจสุขภาพเมื่อช่วงวันแม่ที่ผ่านมาพบว่าภาวะต่าง ๆ ปกติ ยังเหลือกรดยูริกที่สูงอยู่บ้างเพราะตนยังชอบรับประทานเป็ด ไก่ และแตงกวา อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักแบบตนนั้นทำโดยไม่มีครู ไม่ได้ขอคำแนะนำจากนักโภชนาการหรือแพทย์ บางวันทำให้รู้สึกซึมเศร้า ชีวิตหงอยเหงา จึงได้ปรึกษาแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข จึงรู้ว่าร่างกายช็อกเพราะขาดไขมัน แต่ผู้ที่ร่วมโครงการนี้จะประสบผลสำเร็จมีสุขภาพดีขึ้น เพราะมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลให้คำแนะนำ

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจสุขภาพคนไทยวัย 13-59 ปี ทั่วประเทศ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปีมานี้ พบว่ามีเพียงร้อยละ 39 เท่านั้น ที่มีน้ำหนักปกติ ที่เหลืออยู่ในข่ายผอมเกินไปมีร้อยละ 49 และอ้วนแล้วร้อยละ 12 โดยผู้หญิงประสบปัญหาอ้วนมากกว่าผู้ชาย 2 เท่าตัว และยังมีประชาชนที่มีน้ำหนักเกินเข้าข่ายมาทางอ้วนหรือที่วัยรุ่นนิยมเรียกกว่าหุ่นถังแก๊ส เพราะเอวหาย อีกประมาณร้อยละ13 หรือมีประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งน่าห่วงมาก

“ผู้ที่อยู่ในวัย 40-49 ปี เป็นกลุ่มที่น่าห่วงที่สุด เนื่องจากมีความอ้วนหรือหุ่นถังแก๊สเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 40 จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและป้องกันแต่เนิ่น ๆ เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้วจะลดน้ำหนักยาก เนื่องจากเอาชนะความอยากอาหารไม่ได้และขี้เกียจออกกำลังกาย เพราะทำให้เหนื่อยต้องใช้แรง บางรายหันมาพึ่งอุปกรณ์ช่วยลดหุ่น อาหารเสริม อาหารลดน้ำหนัก หรือกินยาลดความอ้วนแทน ซึ่งไม่ได้ผลในระยะยาว และอาจกลับมาอ้วนมากกว่าเดิมอีก หรือที่เรียกว่าโยโย่ เอฟเฟคท์” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า โรคอ้วนไม่ได้สิ้นสุดเพียงโรคเดียว ยังเป็นตัวชักนำโรคเข้ามาเยือนตามมาอีกหลายโรคในคนคนเดียวกัน ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน มะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคข้อเสื่อม การรักษายุ่งยากมาก ค่าใช้จ่ายสูง แค่เบาหวานโรคเดียวมีคนไทยเป็นแล้วประมาณ 4 ล้านคน หากไม่ควบคุมอาหาร กินยา และออกกำลังกาย จะมีโอกาสเป็นโรคไตวายตามมาประมาณร้อยละ 35 จะสูญเสียค่ารักษา ค่าฟอกไต รวมแล้วปีละกว่า 10,000 ล้านบาท  

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนคือการกินอาหารจำพวกข้าวที่ขัดสีจนขาว แป้ง น้ำตาล ไขมัน มากเกินความต้องการของร่างกาย การออกกำลังกายน้อย และอ้วนจากกรรมพันธุ์ ดังนั้น ควรหันมาบริโภคข้าวกล้อง ธัญพืชให้มากขึ้น และหากพ่อแม่อ้วนลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 80 ในการป้องกันโรคอ้วน ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายรณรงค์ให้ประชาชนที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ด้วยวิธีใดก็ได้ทั้งเต้นแอโรบิก วิ่ง โยคะ รำไทเก็ก ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ รวมกันแล้วใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ซึ่งจะได้ผลในการลดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคกระดูกสะโพกหักได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้สุขภาพแข็งแรง โดยผู้ใหญ่ควรลดน้ำหนักลงอาทิตย์ละไม่เกิน 1 กิโลกรัม และอย่าหักโหม หากลดมากกว่านี้อาจเป็นโทษต่อร่างกาย จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย มึนงง เนื่องจากร่างกายขาดน้ำ และกระบวนการเผาผลาญไขมันผิดปกติ ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี แนะนำให้ควบคุมน้ำหนักแทน.

-สำนักข่าวไทย

Current Pageid = 12